ยินดีต้อนรับสู่ www.sulak-sivaraksa.org ภาษาไทย
หน้าหลัก
เกี่ยวกับ ส. ศิวรักษ์
หนังสือ ส.ศิวรักษ์
งานวิจัย ส.ศิวรักษ์
บทความ ส. ศิวรักษ์
เรื่องที่เขียนถึง ส. ศิวรักษ์
เรื่องเล่า/บทความอื่นๆ
กำหนดการ ส. ศิวรักษ์
ภาพประทับใจ
วิดิทัศน์
กิจกรรมน่าสนใจ
กระดานสนทนา
แนะนำ URL
ค้นหา
ติดต่อเรา
English
เยี่ยมเยียน
ส่วนหนึ่งจากภาพประทับใจ
จำนวนผู้เยี่ยมชมขณะนี้
ขณะนี้มี 796 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ความเข้าใจเรื่องโครงสร้างทางสังคม PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย ส. ศิวรักษ์   

โครงสร้างทางสังคม มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า Social Structure หรือ Social Constructs หมายถึง องค์กร สถาบัน สัญญา กฎหมาย แม้จนแนวความคิดซึ่งกลายเป็นจริงขึ้นมา นับเป็นพันธะที่ผูกมัดผู้คน จนเป็นพลังให้กับชุมชนซึ่งต้องปฏิบัติตาม หาไม่ก็สะกดให้แต่ละคนทำตามโครงสร้างนั้นๆ โดยที่โครงสร้างทางสังคมดังกล่าวมีอำนาจเหนือความคิดและการกระทำตลอดจนอุปนิสัยของเราเสียอีกด้วย ดังเรามองเห็นไปว่า ถ้าจะทำอะไรนอกเหนือไปจากนั้นออกจะผิดเอาเลย หาไม่ก็เห็นไปว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำอะไรนอกเหนือไปกว่าที่สังคมกำหนด หรือถ้าขืนทำอะไรแผลงๆ ออกไป นับว่าผิดธรรมชาติเสียอีกด้วย จนโครงสร้างทางสังคมกลายเป็นโลกแห่งความจริง ยิ่งกว่าปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เรารับได้ทางอายตนะ จนกลายไปว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไร หรือคิดว่าจะทำอะไร ในวิถีชีวิตของเรา ล้วนขึ้นอยู่กับค่านิยมหรือคุณค่าทางสังคมซึ่งมีโครงสร้างเป็นปัจจัยหลัก

ขอให้พิจารณาตัวอย่างดังต่อไปนี้ ว่าแนวคิดที่เกิดจากโครงสร้างทางสังคม ทำให้ผู้คนสยบยอมได้ เมื่อมีประกาศออกมาว่า

๑) เพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร โดยอาจประกาศออกมาในพระปรมาภิไธยหรือในนามของลัทธิศาสนา ใครๆ ก็ย่อมพากันเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย ยิ่งกับสองกรณีหลังนี้ด้วยแล้ว โยงไปถึงความศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ประกอบเข้าไปด้วย แต่ถ้าเราตีประเด็นทางโครงสร้างให้แตกได้ เราก็จะรู้ได้ว่าวลีที่ขีดเส้นใต้ไว้นั้น ต้องการ (ก) ไม่ให้มีใครกล้าขัดขวางการกระทำของรัฐ หาไม่ก็ต้องการให้ (ข) ใครๆ พากันเดินตามนโยบายดังกล่าวอย่างเซื่องๆ ยิ่งในระบอบการปกครองอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรืออย่างเผด็จการด้วยแล้ว ใครจะกล้าหือ ทั้งนี้รวมถึงระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ผู้คนพากันสยบยอมกับผู้นำอย่างปราศจากสติวิจารณญาณรวมอยู่ด้วย ดังรัฐไทยในกำกับของพรรคไทยรักไทยในปัจจุบันเป็นพยานได้อย่างดี

๒) โครงสร้างที่เข้มแข็งนั้นจำเป็นสำหรับความผาสุกของทวยราษฎร์ กล่าวคือเราต้องมีการค้าที่เสรี (ซึ่งไม่จำต้องเป็นการค้าที่ยุติธรรม) เราต้องมีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐบาลที่มีคุณธรรม) เราต้องมีบรรษัทที่ยิ่งใหญ่ (แม้จะเอาเปรียบร้านค้าเล็กๆ น้อยๆ อย่างไรก็ไม่นำพา รวมถึงการเอาเปรียบลูกค้าและลูกจ้าง ตลอดจนการทำลายสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอีกด้วย) เราต้องมีสถาบันทางศาสนา ยิ่งเป็นศาสนาประจำชาติยิ่งวิเศษ (แม้ผู้นำทางศาสนาจะกอบโกยและเอาเปรียบกันและกัน ทั้งยังเอาเปรียบคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ว่าจะทางเพศหรือทางสังคมก็สุดแท้) ที่สำคัญยิ่งกว่านี้ก็โครงสร้างทางสังคมที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน โดยอาจออกกฎหมายหรือใช้การศึกษาและการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ ให้คนรวยเอาเปรียบคนจน ให้คนมีอำนาจเอาเปรียบคนไร้อำนาจ ให้คนจำนวนน้อยมีวิถีชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ในขณะที่มหาชนยากจนข้นแค้น ถูกไล่ที่ทำมาหากิน และดำรงชีวิตอยู่อย่างปราศจากศักดิ์ศรีหรือความหวัง ยิ่งจะให้มหาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินชะตากรรมของสังคม อย่างมีสิทธิมีเสียงอย่างแท้จริงด้วยแล้ว เป็นไปไม่ได้ตามโครงสร้างอันเต็มไปด้วยมายากลต่างๆ นั้นเลย

ใครที่ขัดขวางโครงสร้างดังกล่าวต้องถูกกำจัดหรือขจัดออกไป หาไม่ก็ถูกหาว่าบ้าคลั่งหรือล้าหลังอย่างปราศจากความทันสมัย อันไม่มีความศรีวิไลด้วยประการต่างๆ

๓) โครงสร้างอย่างใหญ่นั้นจำเป็น แม้ราษฎรจะเดือดร้อนก็ตามที เพราะนี่คือสัญลักษณ์แห่งความทันสมัยแห่งการเติบโตของประชาชาติ ซึ่งควรบรรสานสอดคล้องกับบรรษัทข้ามชาติ ดังการสร้างท่อแก๊สไทย-มาเลเซียนั้น เป็นไปเพื่อความศรีวิไล และเพื่อพลังงานในอนาคต แม้ขณะนี้เราจะยังไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร ราษฎรที่คัดค้านจะเดือดร้อนอย่างไร ก็เป็นความโง่เขลาเบาปัญญา หรือถูกอ้ายพวกงั่งที่ไม่เข้าใจในเรื่องโลกาภิวัตน์ไปเป่าหูให้คนพวกนั้นขัดขวางความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งก็คือโครงสร้างทางความคิดชนิดหนึ่ง ซึ่งถามไม่ได้ ท้าทายไม่ได้

๔) ราษฎรของบ้านอื่นเมืองอื่นจะเดือดร้อนด้วยแล้วจะนำพาไปไย ตราบใดที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง และทางสังคม เอื้ออาทรให้เกิดความร่ำรวยทางทุนและทางอำนาจให้ชนชั้นบนของบ้านเรา เช่น โทรทัศน์ไทยที่ขยายออกไปทางลาวและเขมร โดยที่นั่นจะกระทบวัฒนธรรมทางภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีของเขาอย่างไรเราก็ไม่นำพา ยังการขายรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยมลพิษไปให้ลาว กัมพูชา และเวียดนามนั้น เราก็ไม่เห็นเป็นบาป หรือเป็นโทษในทางโครงสร้างแต่ประการใด เฉกเช่นการปล่อยให้คนจนตายไปเรื่อยๆ ด้วยการเป็นโรคขาดอาหาร หรือการได้รับมลพิษจากการจราจรในเมืองกรุง แม้จนถูกรถยนต์ชนตายบนทางหลวงใหญ่ๆ เพราะชาวบ้านทั้งหลายไม่คุ้นกับการจราจรสมัยใหม่ ซึ่งไม่เคยเห็นราษฎรตาดำๆ เหล่านี้อยู่ในสายตาเอาเลย ทั้งหมดนี้ยากที่คนทั่วไปจะแลเห็นหรือเข้าใจได้

 

หมายเหตุ เรียบเรียงจากบทความ “ความเข้าใจเรื่องโครงสร้างทางสังคม และ Basic Education Policy for Tibetans in Exile” ของ ส.ศิวรักษ์


Hosting by ColorPack.net
หนังสือ ส.ศิวรักษ์
นิตยสารปาจารยสาร
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เพื่อนบ้าน
เสมสิกขาลัย
ฟ้าเดียวกัน
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สถาบันต้นกล้า
เคล็ดไทย
เสขิยธรรม
INEB
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
บ้านดิน.org
http://www.gnh-movement.org/
มันตรานิวาส
prachatai.com
snf.or.th